กลยุทธ์เชิงรุกในการพัฒนาความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สุนันทา รักษาราษฎร์   
วันอังคารที่ 04 ตุลาคม 2011 เวลา 10:38 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้ดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับสถาบันอุดมศึกษาของจีนมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช  2535 นับเป็นความร่วมมืออันยาวนานและต่อเนื่อง  จากจุดเริ่มต้นที่มีนักศึกษาเพียง 3 คน  จนปัจจุบันจำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นประมาณ 200 กว่าคน  นับเป็นความสำเร็จที่น่ายินดียิ่ง  แต่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องพัฒนาในเชิงรุกต่อไป  เพื่อสร้างความพร้อมและคุณภาพการศึกษาที่ดีสำหรับการรองรับนักศึกษาต่างชาติในอนาคต   โดยเฉพาะนักศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ยังคงมีความต้องการการศึกษาต่อในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก สังเกตได้จากการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงปี 1978-2007 และจนถึงปัจจุบัน ที่มีความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชาวจีนเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ความต้องการด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การพัฒนาในช่วงแรกนั้นเป็นการพัฒนาในระยะสั้น       รูปแบบเป็นการร่วมมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliances)  โดยประเทศไทยให้บริการการศึกษา ณ สถาบันในประเทศไทย มีการทำความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างสถาบัน เช่น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ การพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศระดับนานาชาติ การสร้างและพัฒนาหลักสูตรที่สามารถรองรับนักศึกษาจากทั้งสองประเทศได้ มีการจัดการหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้เริ่มต้นดำเนินการตามรูปแบบนี้มาโดยตลอด  โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ที่ถือเป็นจุดเด่น แต่สำหรับการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศระดับนานาชาติ ยังไม่เกิดความชัดเจน  ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยควรให้การสนับสนุนการทำโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างสองประเทศ การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

สำหรับการสร้างและพัฒนาหลักสูตรที่สามารถรองรับนักศึกษาจากทั้งสองประเทศนั้นดูจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ  ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมีหลักสูตรสำหรับนักศึกษาสาธารณรัฐประชาชนจีนเพียง 2 หลักสูตร  คือ วิชาภาษาไทย  และวิชาภาษาอังกฤษ  ดังนั้นการเร่งพัฒนาหลักสูตรในสาขาอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน  โดยเฉพาะในสาขาวิชาภาษาไทยความต้องการศึกษาในหลักสูตรระดับปริญญาตรีมีแนวโน้มลดลง เพราะบางวิทยาลัยในสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถเปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีได้แล้ว  ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาภาษาไทยในระดับปริญญาโท     สำหรับในบางหลักสูตรที่ยังไม่มีความพร้อมมากนักก็ควรเปิดในลักษณะหลักสูตรระยะสั้นที่มีความหลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ

นอกจากนั้นการสร้างแรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งคือ การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ทำให้เกิดกิจกรรมร่วมกันของนักศึกษาทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดการรับรู้ เรียนรู้ และความไว้วางใจในมหาวิทยาลัย และประเทศไทย ซึ่งอาจจะจัดกิจกรรมในรูปแบบโครงการทัศนะศึกษา การฝึกงาน  นอกจากนี้ ควรมีการตั้งตัวแทน (Agency)  ของมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาของไทยในประเทศจีนเพื่อเป็นตัวแทนแนะนำมหาวิทยาลัย และอำนวยความสะดวกทางด้านข้อมูลต่างๆ ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเดินทางมาศึกษายังประเทศไทย

สิ่งที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง คือ การประชาสัมพันธ์ที่เข้มแข็งของมหาวิทยาลัย โดยการสร้างโอกาสให้มหาวิทยาลัย เช่น การเข้าร่วมงานแสดงนิทรรศการวิชาการด้านการศึกษานานาชาติ ซึ่งมีการจัดทุกปีในสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยผ่านโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การพัฒนาระบบข้อมูลทางระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความชัดเจน  รวมถึงระบบความสัมพันธ์ของบุคคลที่มีการติดต่อมายาวนาน เพราะจีนให้ความสำคัญกับบุคคลที่เคารพและรู้สึกพึงพอใจต่อกัน  เป็นต้น

การศึกษาในปัจจุบันนี้เป็นยุคแห่งการแข่งขันที่แต่ละมหาวิทยาลัย  แต่ละประเทศพยายามพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ สะดวกรวดเร็ว และตรงตามความต้องการของตลาด  โดยเฉพาะอีกไม่กี่ปีข้างหน้าการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนยิ่งทำให้ทุกประเทศต้องเร่งพัฒนาอย่างมาก  สำหรับคู่แข่งของสถาบันการศึกษาไทยในตลาดการศึกษาจีนนั้นมีจำนวนมากพอสมควร  ซึ่งได้แก่สถาบันการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ซึ่งล้วนแต่มีความเข้มแข็งกว่าในด้านของ ชื่อเสียง เครือข่าย และเงินทุน

ดังนั้นการเข้าสู่ตลาดการศึกษาของจีนโดยการเข้าไปลงทุนของสถาบันการศึกษาไทยนั้นจึงยังไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามสถาบันการศึกษาของไทยมีส่วนได้เปรียบที่สำคัญ คือ ประเทศไทยมีที่ตั้งที่ใกล้กับประเทศจีนมากกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะมณฑลทางตอนใต้ของจีน ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาเส้นทางการติดต่อระหว่างกัน ทำให้สามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้สะดวกรวดเร็วขึ้นมาก อีกทั้งไทยมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งเหล่านั้น จึงทำให้งบประมาณที่ใช้ในการเข้ามาศึกษาเล่าเรียนในประเทศไทยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ อีกทั้งชาวไทยส่วนใหญ่มีความรู้สึกที่ดีต่อชนชาติจีน ทำให้การศึกษาในสถาบันการศึกษาในประเทศไทยมีความปลอดภัย และอบอุ่นกว่าสำหรับนักศึกษาจากประเทศจีน ซึ่งสอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์  เมื่อปีพุทธศักราช 2552 ได้มีการสุ่มสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาจากจีน จำนวน 68 ตัวอย่าง พบว่านักศึกษาจีนส่วนใหญ่เข้ามาศึกษาในประเทศไทยโดยใช้ทุนส่วนตัว และมีความพึงพอใจกับการเรียนในประเทศไทยด้านต่างๆ เช่น อัตราค่าเล่าเรียน หลักสูตรที่ศึกษา การเรียนรู้เกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมความเป็นไทย ความเพียงพอของเทคโนโลยีสื่อ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมภายในสถาบัน การจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรม การรักษาความปลอดภัย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นน่าจะพอมองเห็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน มหาวิทยาลัยควรพิจารณาว่าที่ผ่านมานั้นการร่วมมือโครงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับจีนนั้นประสบความสำเร็จมากพอหรือยัง มหาวิทยาลัยมีระบบการจัดการสำหรับโครงการที่เหมาะสมหรือไม่  และที่สำคัญมหาวิทยาลัยมีความพร้อมต่อการพัฒนามากน้อยเพียงไร เมื่อคำตอบเหล่านี้ชัดเจนก็น่าจะเห็นการพัฒนาของมาวิทยาลัยทางด้านการศึกษาที่ไม่ได้มีเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น แต่ยังขยายกว้างไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และที่ประเทศอื่นๆ ต่อไป

 

Designed by:
SiteGround web hosting Joomla Templates
วารสารดอนขังใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, Powered by Joomla! and designed by SiteGround web hosting